ทีมชาติ

พัฒนาการของญี่ปุ่น

    การพัฒนาวงการฟุตบอลของแต่ละประเทศนั้น นอกจากจะต้องวางแผนระยะสั้นแล้ว จะต้องวางแผนการทำงานในระยะยาวด้วย อย่างที่ทีมชาติญี่ปุ่นทำให้เห็น และประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งในศึกฟุตบอลโลกแต่ละสมัย ทีมชาติจากแอนอาทิตย์อุทัยได้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่ก้าวหน้าขึ้นทุกๆ ปี ทั้งๆ ที่จริงแล้วทีมชาติญี่ปุ่นไม่ได้มีซุเปอร์สตาร์ที่ถูกยกย่องว่ามีความสามารถที่สุดในรายบุคคลของทวีปเอเชียเลยด้วยซ้ำ ซึ่งอย่างชินจิ คากาวะ หรืออย่างเคซูเกะ ฮอนดะ 2 เพลย์เมคเกอร์ระดับท็อปของทีมชาติญี่ปุ่นก็ไม่ได้ถูกยกย่องว่ามีความสามารถเหมือนกับพัค จีซอง กองกลางอดีตนักเตะของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และทีมชาติเกาหลีใต้ หรือแม้แต่ซน ฮองมิน กองหน้าจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์เลยด้วยซ้ำ แต่ว่ามาตรฐานโดยรวมของนักเตะทีมชาติญี่ปุ่นถือว่ามีสูงกว่าคู่ปรบร่วมทวีปอย่างเกาหลีใต้ หรือทีมชาติออสเตรเลียด้วยซ้ำ ทำให้พวกเขาพัฒนาไปได้อย่างต่อเนื่องในทุกทัวร์นาเม้นต์ รวมถึงระบบเยาวชน และรากฐานในการวางแผนด้วย ซึ่งทีมชาติญี่ปุ่นมักจะให้นักเตะเยาวชนแบบอายุไปเล่นในชุดที่อายุมากกว่าพวกเขาตลอด อย่างในศึกเอเชี่ยน เกมส์ ที่กำหนดอายุไม่เกิน 23 ปี แต่ทีมชาติญี่ปุ่นกลับส่งรุ่นอายุไม่เกิน 20-21 ปีมาทำการแข่งขันด้วยซ้ำ ทำให้พวกเขามีความแข็งแกร่งในเรื่องของประสบการณ์เพิ่มขึ้นด้วย  ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาวางแผนมาอย่างดี ในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ทีมชาติญี่ปุ่นสามารถผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้อีกครั้ง ซึ่งในระยะหลังพวกเขาผ่านรอบแรกมาได้แบบทัวร์นาเม้นต์เว้นทัวร์นาเม้นต์เลยทีเดียว ซึ่งเมื่อปี 2002 พวกเขาสามารถผ่านรอบแรกได้เป็นครั้งแรก และครั้งต่อมาก็ถือปี 2010
ทีมชาติ

บราซิล ยังแข็งแกร่ง

    ถึงแม้ว่าจะต้องผิดหวังตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา หลังจากที่พ่ายแพ้ให้กับทีมชาติเบลเยี่ยมในรอบก่อนรองชนะเลิศ 1-2 ทำให้ทีมชาติบราซิลอาจจะถูกมองว่ามีช่วงเวลาที่ไม่ดี และเหมือนจะเริ่มอยู่ในยุคที่ตกต่ำหรือเปล่า หลังจากที่ไม่ได้คว้าแชมป์โลกมาถึง 16 ปีแล้ว ซึ่งครั้งสุดท้ายที่ทีมชาติบราซิลสามารถคว้าแชมป์โลกได้ก็ต้องย้อนไปถึงปี 2002 ในยุคของ Triple R ที่มีสามประสานในแดนหน้าเป็นริวัลโด้ โรนัลดินโญ่ และรวมถึงโรนัลโด้ ที่เป็นดาวซัลโวในทัวร์นาเม้นต์นั้นด้วย ในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาที่ทีมชาติบราซิลแพ้ให้กับทีมชาติเบลเยี่ยม นั่นอาจจะมองว่าเป็นจังหวะของเกมที่ไม่ใช่วันของพวกเขาก็ได้ ซึ่งเกมวันนั้นพวกเขาเริ่มต้นเกมได้ไม่ดี และถูกออกนำไปก่อนถึง 2-0 ซึ่งกว่าที่พวกเขาจะมาตั้งหลักได้มันก็สายไปเสียแล้ว และอีกสิ่งที่สำคัญก็คือวันนั้นธิบอต์ กูร์ตัวส์ นายประตูของทีมชาติเบลเยี่ยมนั้นเซฟจังหวะสำคัญๆ ได้ตลอด ทำให้ทีมชาติบราซิลต้องอกหักตกรอบไป ซึ่งอันที่จริงแล้วตั้งแต่ที่ติตี้ กุนซือของทีมชาติบราซิลที่เข้ามาคุมทีมเมื่อปี 2016 ทีมชาติบราซิลไม่เคยเสียประตูมากกว่า 1 ประตูในแต่ละนัดเลยด้วยซ้ำ หลังจากที่เขาเข้ามาขันแนวรับให้แน่นหนามากขึ้น แต่เกมที่แพ้ทีมชาติเบลเยี่ยมพวกเขากลับเสียถึง 2 ประตูเป็นครั้งแรก ทำให้ต้องตกรอบอย่างน่าเสียดาย ทีมชาติบราซิลชุดนี้นั้นถือว่ามีความสมดุลย์ทั้งในแนวรุก และแนวรับ ซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่พวกเขาจะดีแต่แนวรุกเท่านั้น โดยผู้เล่นชุดนี้นั้นมีเนย์มาร์ ดาวเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกจากปารีส แซงต์ แชร์กแมงเป็นตัวชูโรง ซึ่งก็ถูกต่อว่าอย่างหนักในช่วงฟุตบอลโลกที่ผ่านมา โดยแฟนบอลทั่วโลกต่างไม่ค่อยพอใจในเรื่องที่เขาชอบแกล้งเจ็บและถ่วงเวลาอยู่บ่อยครั้ง
ทีมชาติ

ฝรั่งเศส ชุดบี

    ทีมชาติฝรั่งเศสในยุคนี้ถือว่าเป็นยุคทองของพวกเขาเลยก็ว่าได้ และบรรดากุนซือจากชาติต่างๆ ก็คงจะรู้สึกอิจฉาดิดิเย่ร์ เดช็องส์ กุนซือของทีมชาติฝรั่งเศสในตอนนี้ไม่น้อย เมื่อกุนซือวัย 50 ปีมีตัวเลือกให้เลือกใช้งานนักเตะเยอะมาก และแต่ละคนนั้นถือว่ามีคุณภาพและมีชื่อชั้นทั้งนั้น ซึ่งนรายชื่อ 23 ผู้เล่นชุดที่ทีมชาติฝรั่งเศสคว้าแชมป์โลกได้นั้น นั่นอาจจะไม่ใช่ชุดผู้เล่นที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็ได้ ซึ่งเราลองมาจัดทีมชุดบีของทีมชาติฝรั่งเศสกันเล่นๆ ว่าหากไม่ใช้ 23 ผู้เล่นที่ติดทีมชุดฟุตบอลโลกไปเลย หน้าตาของทีมชาติฝรั่งเศสจะเป็นอย่างไร ในตำแหน่งผู้รักษาประตูยังมีเบอร์นัวต์ คอสติล นายประตูวัย 31 ปี ถึงแม้ว่าจะโนเนมไปซักนิด แต่ว่าเขาก็เป็นมือ 1 ของทีมบอร์กโดซ์ที่คว้าอันดับ 6 ของลีกได้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งเขาก็ได้ติดทีมสแตนด์บายก่อนศึกฟุตบอลโลกจะเริ่มต้นขึ้นด้วย  ส่วนกองหลังยังมีทั้งคูร์ต ซูม่า ลูก้าส์ ดีญ จากเอฟเวอร์ตัน เลย์แว็ง คูร์ซาว่า จากปารีส แซงต์ แชร์กแมงด้วย นอกจากนั้นยังมีโลร็องต์ กอสเซียนี่จากอาร์เซน่อลด้วย ซึ่งรายชื่อเหล่านี้สามารถไปเป็นตัวจริงของทีมชาติอื่นได้เลยด้วยซ้ำ ส่วนแดนกลางนั้นทีมชาติฝรั่งเศสก็ยังมีตัวเลือกอย่างมุสซ่า ซิสโซโก้ ซึ่งก่อนหน้านี้เขาก็ติดทีมชาติมาโดยตลอด และอีกรายก็คือเอเดรี้ยน ราบิโอต์ กองกลางพรสวรรค์สูงจากปารีส แซงต์
ทีมชาติ

6 อนาคตของโปรตุเกส

 โปรตุเกสถือว่าเป็นชาติที่ผลิตนักฟุตบอลชั้นยอดขึ้นมาได้ตลอดตั้งแต่ในยุคของยูเซบิโอ กองหน้าระดับตำนานของประเทศ ต่อมาก็คือหลุยส์ ฟิโก้ ตัวรุกที่ได้เล่นให้กับทั้งเรอัล มาดริด และบาร์เซโลน่า และล่าสุดก็คือคริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าทีมชาติคนปัจจุบันนั่นเองที่คว้ารางวัลบัลลง ดอร์ไปแล้วถึง 5 สมัย และเด็กดาวรุ่งในยุคใหม่กำลังก้าวขึ้นมาให้เห็นชื่อกันบ้างแล้ว โดยล่าสุดพวกเขาได้ประกาศ 6 นักเตะตัวเต็งที่จะคว้ารางวัลโกลเด้น บอย หรือนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมในปีนี้ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีใครกันบ้างมาดูกัน 1.ดิโอโก้ ดาโลต์ แบ็คขวาดาวรุ่งวัย 19 ปีที่เล่นให้กับปอร์โต้ ชุดบีเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ก่อนจะถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในช่วงท้ายฤดูกาล และสามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม และยังสามารถเปิดบอลให้เพื่อนทำประตูได้อีกด้วย และฟอร์มไปถูกใจโชเซ่ มูรินโญ่ ก่อนจะถูกแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคว้าตัวมาร่วมทีม ด้วยค่าตัว 19 ล้านปอนด์ 2.รุย เปโดร กองหน้าดาวรุ่งวัย 20 ปีของเอฟซี ปอร์โต้เช่นกันที่เมื่อฤดูกาลที่แล้วถูกปล่อยให้กับเบาวิสต้า ทีมเพื่อนร่วมลีกยืมตัว แต่เขากลับไม่ได้ลงสนามให้กับทีมชุดใหญ่ของเบาวิสต้าเลยแม้แต่นัดเดียว 3.รูเบน วินาเกร แบ็คซ้ายวัย 19 ปีที่เมื่อฤดูกาลที่แล้ววูล์ฟส์แฮมตัน วันเดอร์เรอร์ส ทีมในแชมเปี้ยนชิปของอังกฤษยืมตัวจากโมนาโกไปร่วมทีม และได้ลงสนามไปประมาณ
ทีมชาติ

ความหวังที่หายไปของทีมชาติเช็ก

    สาธารณะรัฐเช็ก ถือว่าเป็นประเทศที่เคยมีทีมฟุตบอลระดับชาติที่แข็งแกร่ง และเคยเกือบประสบความสำเร็จในฟุตบอลทัวร์นาเม้นต์ระดับทวีปอย่างฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปมาแล้ว ทั้งตอนยูโร 1996 ที่อังกฤษเป็นเจ้าภาพ ซึ่งพวกเขาได้เป็นถึงรองแชมป์ในครั้งนั้น โดยไปแพ้ให้กับทีมชาติเยอรมันในนัดชิงชนะเลิศ ส่วนอีกครั้งในปี 2004 ที่ประเทศโปรตุเกส พวกเขาก็ผ่านไปถึงรอบรองชนะเลิศเลยทีเดียว แต่หลังจากนั้นมาพวกเขาก็ไม่แข็งแกร่งเหมือนก่อน โดยในทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลกพวกเขาได้เข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายหนเดียวเท่านั้นในปี 2006 ที่ประเทศเยอรมัน แต่ในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโรเขาได้เล่นในรอบสุดท้ายมาอย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่เป็นการตกรอบแรกเสียมากกว่า ซึ่งหลังจากที่พวกเขาแยกประเทศจากเช็กโกสโลวาเกียมาเป็นสาธารณะรัฐเช็กนั้น พวกเขามีนโยบายใช้โค๊ชจากในประเทศมาเป็นกุนซือ ซึ่งทำให้อาจจะเป็นหุตผลที่พวกเขาไม่ค่อยประสบความสำเร็จในระยะหลังก็ได้ แต่อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ในช่วงนี้พวกเขาขาดซุเปอร์สตาร์นักเตะที่จะมาช่วยประคองทีมเลย ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขามีมาโดยตลอด อย่างเช่นในปี 1996 ที่พวกเขาเป็นรองแชมป์ยูโร 96 พวกเขาก็มีพาเวล เนดเวด และคาเรล โพบอลสกี้ เป็น 2 ปีกตัวเก่งของทีมชาติในยุคนั้น และหลังจากบอลยูโรหนนั้นจบพวกเขาก็ได้ย้ายไปค้าแข้งกับทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปทันที โดยเนดเวดนั้นได้ก้าวไปจนกลายเป็นนักเตะที่คว้าบัลลง ดอร์ ได้สำเร็จด้วยเมื่อปี 2003 ในยูโรปี 2004 ซึ่งถือว่าเป็นยุคทองของวงการฟุตบอลของสาธารณะรัฐเช็กเลยก็ว่าได้ เมื่อพวกเขามีนักเตะที่ก้าวขึ้นมาเป็นระดับแถวหน้าของวงการหลายคน ซึ่งพวกเขามีพาเวล เนดเวดอยู่แล้ว และดาวรุ่งก็ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็บ ทั้งปีเตอร์ เช็ก
ทีมชาติ

กุนซือใหม่ “ฟ้า-ขาว”

            หลังจากที่จบศึกฟุตบอลโลก 2018 ได้ไม่นาน ฮอร์เก้ ซามเปาลี กุนซือหัวเหม่งก็ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งกุนซือทีมชาติอาร์เจนติน่าโดยทันที หลังจากพาทีมไม่ประสบความสำเร็จในทัวร์นาเม้นต์ดังกล่าว ด้วยการทำได้เพียงพาทีมชาติอาร์เจนติน่าไปถึงเพียงรอบ 16 ทีมสุดท้ายเท่านั้น และต้องแพ้ให้กับทีมชาติฝรั่งเศสที่สุดท้ายกลายเป็นทีมแชมป์โลกไปในที่สุด ซึ่งในทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลกที่รัสเซียนั้นซามเปาลีเหมือนเป็นการเอาชื่อมาทิ้งเสียมากกว่า หลังจากเขาสร้างชื่อได้อย่างมาก ด้วยการพาทีมชาติชิลีคว้าแชมป์โกปา อเมริกาได้สำเร็จในปี 2015 และมาได้รับงานทีมชาติอาร์เจนติน่าเมื่อเดือนมิถุนายน 2017 และเขาก็พาทีมชาติอาร์เจนติน่ามาฟุตบอลโลกเมื่อกลางปีได้สำเร็จ แต่เป็นการเข้ารอบที่กระเสือกกระสนมาก เนื่องจากเขาเลือกนักเตะมาติดทีมได้มีข้อครหาตลอด โดยเฉพาะในช่วงฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ซึ่งเขามักเลือกใช้งานมักซิมิเลียโน่ เมซ่า กองกลางวัย 25 ปีจากสโมสรอินดิเพนเดียนเต้ในบ้านเกิด และคริสเตียน ปาบอน ปีกดาวรุ่งวัย 22 ปีจากโบค่า จูเนียร์เป็นประจำ ซึ่งทั้ง 2 คนไม่ได้โชว์ฟอร์มให้เห็นเลยว่ามีอะไรดีถึงทำให้ฮอร์เก้ ซามเปาลีเลือกใช้งานเป็นประจำในทัวร์นาเม้นต์นี้  สุดท้ายกุนซือวัย 58 ปีก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหว ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเมื่อกลางเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา และทำให้สมาคมฟุตบอลของอาร์เจนติน่าก็ต้องไปหากุนซือใหม่เข้ามาแทนที่ ซึ่งก็มีข้อแม้ว่าต้องเป็นกุนซือชาวอาร์เจนไตน์เท่านั้น ซึ่งตอนนี้มีข่าวล่าสุดแค่เพียงพวกเขาจัดการแต่งตั้งปาโบล ไอม่าร์ อดีตเพลยเมคเกอร์ชื่อดังของบาเลนเซีย และลิโอเนล สคาโลนี่ อดีตวิงแบ็คของเดปอร์ติโบ ลา กอรุนญ่ามาคมทีมชุดใหญ่เป็นการชั่วคราวไปก่อน
ทีมชาติ

ยูโรยู 19

    ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปีที่พึ่งจบไปเมื่อปลายเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ซึ่งก็ไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนัก เนื่องจากถูกกลบด้วยข่าวการซื้อขายนักเตะ รวมถึงฟอร์มการอุ่นเครื่องของทีมยักษ์ใหญ่ต่างๆ ซึ่งยูโร รุ่นยู 19 ต่างจากฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปของทีมชุดใหญ่เป็นอย่างมาก เมื่อในรุ่นนี้มีการจัดการแข่งขันกันทุกปี ต่างจากทีมชาติชุดใหญ่ที่จะจัดกันในทุก 4 ปี โดยเมื่อปีที่แล้วทีมชาติอังกฤษสามารถเอาชนะทีมชาติโปรตุเกสคว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ ซึ่งถือว่าเป็นยุคทองของวงการฟุตบอลอังกฤษ โดยเฉพาะในระบบเยาวชนที่พวกเขาคว้าแชมป์กันได้ทุกรุ่นอายุเลยทีเดียว ตอนนี้เหลือเพียงแค่ทีมชาติชุดใหญ่เท่านั้นที่ยังทำไม่สำเร็จ ซึ่งทำให้ทัวร์นาเม้นต์นี้ทีมชาติอังกฤษถูกจับตามองเป็นอย่างมากว่าจะป้องกันแชมป์ได้หรือไม่ ยูโรยู 19 ปีนี้จัดการแข่งขันขึ้นที่ประเทศฟินแลนด์ โดยมี 8 ทีมที่ได้เข้าแข่งขันในรอบสุดท้าย ซึ่งแบ่งเป็นสองกลุ่ม โดยในรอบแรกทีมชาติอิตาลีได้เป็นแชมป์ของกลุ่มเอ หลังจากแข่งไป 3 นัดเก็บได้ 7 คะแนน ส่วนโปรตุเกสตามมาเป็นอันดับ 2 และมีทีมชาตินอร์เวย์เป็นอันดับ 3 ส่วนเจ้าภาพฟินแลนด์เป็นบ๊วยของกลุ่ม ส่วนกลุ่มบีมีทีมชาติยูเครนเป็นแชมป์กลุ่ม และมีทีมชาติฝรั่งเศสตามมาเป็นที่ 2 และอังกฤษเป็นที่ 3 ส่วนตุรกีแพ้รวดทั้ง 3 นัด ทำให้รอบรองชนะเลิศเป็นการพบกันระหว่างอิตาลีพบฝรั่งเศส และเป็นทางอิตาลีเอาชนะไปได้ 2-0 แบบไม่ยากเย็น ส่วนอีกคู่ทีมชาติโปรตุเกสถล่มแชมป์กลุ่มบีอย่างยูเครนเละเทะ
ทีมชาติ

ทีมชาติอังกฤษเตรียมต่อยอด

    ทีมชาติอังกฤษเป็นทีมฟุตบอลที่น่าจะมีแฟนบอลชาวไทยเอาใจช่วยมากที่สุดในการแข่งขันทัวร์นาเม้นต์รายการใหญ่ๆ แต่พวกเขาก็ไม่เคยประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์อีกเลย หลังจากที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1966 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพเอง เหมือนดั่งกลับโดนคำสาปอย่างไงอย่างงั้น แต่ในศึกฟุตบอลโลก 2018 พวกเขากลับทำผลงานได้ดีเกินคาด ทั้งๆ ที่ไม่มีใครคาดหวังกับทีมชาติอังกฤษชุดนี้ในยุคการคุมทีมของแกเร็ธ เซาต์เกธ กุนซือวัย 47 ปีที่เข้ามาคุมทีมต่อจากแซม อัลลาไดซ์ที่ไปทำงามหน้ารับสินบนไว้ ซึ่งผูเล่นชุดนี้ระดมไปด้วยตัวผู้เล่นที่เป็นดาวรุ่งเป็นส่วนใหญ่ที่เขาเคยร่วมงานด้วยในสมัยที่เขาเคยคุมทีมชุดยู 21 ปีมาก่อน ซึ่งพวกเขากำลังพัฒนานักฟุตบอลเยาวชนของชาติมาได้อย่างถูกทาง โดยเมื่อปีที่แล้วทีมชาติอังกฤษชุดยู 17 และยู 20 สามารถคว้าแชมป์โลกมาได้สำเร็จด้วย แต่ยังไม่ถึงเวลาสำหรับทีมชุดใหญ่เมื่อพวกเขาต้องตกรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกที่ผ่านมา เมื่อแพ้ให้กับทีมชาติโครเอเชียทั้งๆ ที่ออกนำไปก่อนตั้งแต่ต้นเกม แต่มาแผ่วในช่วงท้าย และไปพ่ายในช่วงต่อเวลา ทีมชาติอังกฤษชุดนี้ถูกมองว่าเป็นชุดที่ขี้เหร่ที่สุดทีมนึงประวัติศาสตร์ของทีมชาติด้วยซ้ำก่อนเริ่มทัวร์นาเม้นต์ แต่กุนซือที่เป็นอดีตนักเตะของมิดเดิ้ลสโบรท์กลับหลอมรวมทีมเข้าด้วยกัน และใช้ประโยชน์จากลูกตั้งเตะของทีมให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด โดยประตูที่ได้ของทีมชาติอังกฤษส่วนใหญ่มาจากลูกตั้งเตะ หรือลูกโทษที่จุดโทษทั้งนั้น โดยลูกตั้งเตะพวกเขามีคีแรน ทริปเปียร์ แบ็คขวาที่เล่นลูกนิ่งได้เหมือนจับวางเป็นคนรับเหมา ซึ่งทำได้ดีมาตลอดรายการ และมีนักเตะที่ทำประตูได้จากลูกโหม่งทั้งแฮร์รี่ แม็คกวาย และจอห์น สโตน ที่เป็นปราการหลังของทีม สิ่งที่แกเร็ธ เซาต์เกธ ต้องทำหลังจากนี้คือต่อยอดความสำเร็จของทีมชาติอังกฤษหลังจากที่คว้าอันดับ 4 ฟุตบอลโลกมาได้ โดยการนำทีมไปเล่นในศึกฟุตบอลยูโร
ทีมชาติ

การเปลี่ยนกุนซือของญี่ปุ่น

   ทีมชาติญี่ปุ่นถือว่าเป็นทีมจากทวีปเอเชียทีมเดียวที่ประสบความสำเร็จในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย เพราะเขาเป็นตัวแทนทวีปเพียงทีมเดียวที่สามารถผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ ถึงแม้ว่าจะตกรอบด้วยน้ำมือของทีมชาติเบลเยี่ยมก็ตาม แต่พวกเขาก็ได้รับคำชมเป็นอย่างมากในนัดนั้นถึงแม้จะกลับมาแพ้ทั้งๆ ที่ออกนำไปก่อนถึง 2-0 ก็ตาม แต่พวกเขาก็ได้รับคำชมจากแฟนฟุตบอลทั่วโลกว่าเล่นได้อย่างน่ายกย่อง และบุกเข้าใส่ทีมชาติเบลเยี่ยมที่ชื่อชั้นเหนือกว่าอย่างไม่มีความเกรงกลัว และน่าจะถือว่าประสบความสำเร็จแล้วกับการผ่านรอบแรกมาได้ แต่ล่าสุดมีรายงานการเปลี่ยนกุนซือของทีมชาติญี่ปุ่นใหม่อีกครั้งถึงแม้จะทำผลงานได้ดีก็ตาม แต่กับสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นของเขา อาจจะตั้งเป้าหมายไว้ไกลกว่านี้ก็ได้จึงมีการเปลี่ยนแปลงกุนซือในครั้งนี้ ซึ่งกุนซือคนเก่าที่พาทีมทำศึกฟุตบอลโลกคืออากิระ นิชิโนะ วัย 63 ปีที่พึ่งเข้ามารับงานตำแหน่งกุนซือทีมชาติญี่ปุ่นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ผลงานเกมอุ่นเครื่องก่อนศึกฟุตบอลโลกก็ถือว่าไม่ดีนัก และในศึกฟุตบอลโลกที่จริงก็ชนะแค่เพียงนัดเดียวเท่านั้น ถึงแม้ทรงเกมต่างๆ จะออกมาดีก็ตาม ทำให้เขาถูกปลดจากตำแหน่งไป และดันฮาจิเมะ โมริยะสุ ที่เป็นผู้ช่วยของนิชิโนะในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาเข้ามารับงานคุมทีมชาติญี่ปุ่นแทน ทำให้ทีมชาติญี่ปุ่นเปลี่ยนกุนซือมาแล้วถึง 3 คนในปี 2018 นี้จากตอนแรกเป็นวาลิด ฮาลิลฮอดซิช กุนซือชาวบอสเนียที่คุมทีมซามูไรมาถึง 4 ปี มาเป็นอากิระ นิชิโนะ และล่าสุดกับฮาจิเมะ โมริยะสุ จะเห็นได้ว่าหากมีการวางรากฐานฟุตบอลที่ดีทำให้หากมีการเปลี่ยนแปลงตัวกุนซือไป ก็ยังสามารถพัฒนาทีมได้อยู่ อย่างที่ญี่ปุ่นทำมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นกุนซือคนไหนมาทำ พวกเขาก็สามารถทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง และน่าจะเป็นเบอร์ 1 ของทวีปเอเชียในเวลานี้ไปแล้ว
ทีมชาติ

โปรตุเกสที่ไม่มีโรนัลโด้

    ทีมชาติโปรตุเกสที่ประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเมื่อปี 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศส ถือว่าเป็นการคว้าแชมป์เมเจอร์รายการแรกในประวัติศาสตร์ของทีมฟุตบอลจากแดนฝอยทอง เพราะพวกเขาไม่เคยคว้าแชมป์ได้มาก่อน ทั้งฟุตบอลยูโร หรือแชมป์ฟุตบอลโลก ซึ่งมีใกล้เคียงก็คือได้อันดับที่ 3 เมื่อปี 1966 ที่มียูเซบิโอ ตำนานกองหน้าเป็นดาวดังในยุคนั้น หรือในยุคฟุตบอลโลกปี 2006 ที่ประเทศเยอรมัน ก็ได้เพียงอันดับ 4 เท่านั้น ซึ่งทีมชาติก็พึ่งมาลืมตาอ้าปากได้ช่วงยุคหลังปี 2000 เท่านั้น ซึ่งเป็นในยุคของหลุยส์ ฟิโก้ ตำนานทีมชาติโปรตุเกสอีกคนหนึ่ง และทีมชาติโปรตุเกสเริ่มผ่านเข้ารอบลึกๆ ในฟุตอบลรายการใหญ่ได้บ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆ และในศึกยูโร 2004 ที่พวกเขาได้เป็นเจ้าภาพก็สามารถผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ แต่ก็ดันไปแพ้ให้กับทีมชาติกรีซในนัดชิงชนะเลิศเสียก่อน ทำให้ชวดแชมป์ไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งตอนนั้นพวกเขามีคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ก้าวขึ้นมาเป็นตัวจริงของทีมแล้ว ซึ่งทันกับในช่วงที่หลุยส์ ฟิโก้ อำลาทีมชาติไปพอดี ทำให้ทีมชาติโปรตุเกสยังสามารถเดินหน้าได้ต่อโดยมีโรนัลโด้เป็นตัวหลัก และตัวความหวังตั้งแต่นั้นมา และได้ผ่านเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมันอีกด้วย หลังจากนั้นมาทีมชาติโปรตุเกสก็เป็นที่จับตามองมาโดยตลอด เนื่องจากคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ได้พัฒนาการตัวเองไปเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกคนหนึ่งในยุคนี้ จนสุดท้ายพวกเขาก็ประสบความสำเร็จด้วยการเข้าชิงชนะเลิศยูโร 2016 แต่ต้องไปพบกับเจ้าภาพอย่างทีมชาติฝรั่งเศสในนัดชิงชนะเลิศ
top