ทีมชาติญี่ปุ่นถือว่าเป็นทีมจากทวีปเอเชียทีมเดียวที่ประสบความสำเร็จในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย เพราะเขาเป็นตัวแทนทวีปเพียงทีมเดียวที่สามารถผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ ถึงแม้ว่าจะตกรอบด้วยน้ำมือของทีมชาติเบลเยี่ยมก็ตาม แต่พวกเขาก็ได้รับคำชมเป็นอย่างมากในนัดนั้นถึงแม้จะกลับมาแพ้ทั้งๆ ที่ออกนำไปก่อนถึง 2-0 ก็ตาม แต่พวกเขาก็ได้รับคำชมจากแฟนฟุตบอลทั่วโลกว่าเล่นได้อย่างน่ายกย่อง และบุกเข้าใส่ทีมชาติเบลเยี่ยมที่ชื่อชั้นเหนือกว่าอย่างไม่มีความเกรงกลัว และน่าจะถือว่าประสบความสำเร็จแล้วกับการผ่านรอบแรกมาได้ แต่ล่าสุดมีรายงานการเปลี่ยนกุนซือของทีมชาติญี่ปุ่นใหม่อีกครั้งถึงแม้จะทำผลงานได้ดีก็ตาม แต่กับสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นของเขา อาจจะตั้งเป้าหมายไว้ไกลกว่านี้ก็ได้จึงมีการเปลี่ยนแปลงกุนซือในครั้งนี้ ซึ่งกุนซือคนเก่าที่พาทีมทำศึกฟุตบอลโลกคืออากิระ นิชิโนะ วัย 63 ปีที่พึ่งเข้ามารับงานตำแหน่งกุนซือทีมชาติญี่ปุ่นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ผลงานเกมอุ่นเครื่องก่อนศึกฟุตบอลโลกก็ถือว่าไม่ดีนัก และในศึกฟุตบอลโลกที่จริงก็ชนะแค่เพียงนัดเดียวเท่านั้น ถึงแม้ทรงเกมต่างๆ จะออกมาดีก็ตาม ทำให้เขาถูกปลดจากตำแหน่งไป และดันฮาจิเมะ โมริยะสุ ที่เป็นผู้ช่วยของนิชิโนะในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาเข้ามารับงานคุมทีมชาติญี่ปุ่นแทน ทำให้ทีมชาติญี่ปุ่นเปลี่ยนกุนซือมาแล้วถึง 3 คนในปี 2018 นี้จากตอนแรกเป็นวาลิด ฮาลิลฮอดซิช กุนซือชาวบอสเนียที่คุมทีมซามูไรมาถึง 4 ปี มาเป็นอากิระ นิชิโนะ และล่าสุดกับฮาจิเมะ โมริยะสุ

จะเห็นได้ว่าหากมีการวางรากฐานฟุตบอลที่ดีทำให้หากมีการเปลี่ยนแปลงตัวกุนซือไป ก็ยังสามารถพัฒนาทีมได้อยู่ อย่างที่ญี่ปุ่นทำมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นกุนซือคนไหนมาทำ พวกเขาก็สามารถทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง และน่าจะเป็นเบอร์ 1 ของทวีปเอเชียในเวลานี้ไปแล้ว ซึ่งกุนซือคนใหม่น่าจะได้ทำทีมไปถึงศึกฟุตบอลเอเชี่ยนส์ คัพในช่วงต้นปี 2019 นี้ที่สหรัฐ อาหรับ เอมิเรตเป็นเจ้าภาพ โดยญี่ปุ่นต้องอยู่สายเดียวกับอุซเบกิซถาน โอมาน และเติร์คเมนิสถาน ซึ่งฮาจิเมะ โมริยะสุจะได้คุมทีมในระยะยาวหรือไม่ คงต้องขึ้นอยู่กับผลงานของทีมชาติญี่ปุ่นในศึกเอเชี่ยนส์ คัพครั้งนี้เป็นสำคัญ ซึ่งพวกเขาคงต้องตั้งเป้าที่การเป็นแชมป์เท่านั้น